การออกแบบหน้าเว็บสำคัญแค่ไหน แล้วทำไมถึงต้องใส่ใจ? หากคุณกำลังเจอปัญหาแบบนี้ เช่น ทำไมไม่มีคนเข้าเว็บไซต์เลย? ทำไมทำเว็บมานานแล้วแต่อันดับ SEO ก็ยังไม่ดีขึ้นสักที? นั่นเป็นสัญญาณว่าคุณต้องหันมาให้ความสำคัญกับ ดีไซน์หน้าเว็บ อย่างจริงจังแล้ว
SEO เป็นเรื่องที่คนทำเว็บไซต์มองข้ามไม่ได้ เพราะถ้าอันดับ SEO ของเว็บคุณหล่นไปอยู่ท้าย ๆ โอกาสที่ผู้ใช้จะมองเห็นเว็บไซต์ก็แทบจะเป็นศูนย์
เว็บไซต์ที่ดีควรติดอันดับผลการค้นหาจากคีย์เวิร์ดนั้น ๆ ในหน้าแรก หรืออย่างมากก็หน้าที่สอง (แน่นอนว่าหน้าแรกดีที่สุด) และการดันเว็บไซต์ให้ติด SEO อันดับต้น ๆ ก็ประกอบด้วยหลายปัจจัย ทั้งเรื่องคอนเทนต์, การออกแบบ ไปจนถึงจำนวนผู้เข้าชม ฯลฯ
แล้วทำไมเว็บที่ทำมาตั้งนานถึงยังไม่ขยับอันดับขึ้นเสียที? ลองอ่านบทความนี้แล้วเช็กดูว่าเว็บไซต์ของคุณถูกออกแบบมาในลักษณะที่ส่งผลเสียต่อ SEO ตามข้อเหล่านี้หรือเปล่า…ถ้าใช่ รีบกลับไปแก้ทันที!
หน้าเว็บมีแต่รูป ไม่มี Text!
เราเข้าใจดีว่ารูปภาพช่วยดึงดูดสายตาผู้ชมได้ด้วยตัวของมันเอง แต่การใส่รูปที่มีข้อความอยู่ในภาพเยอะ ๆ บนหน้าเว็บ โดยไม่มี Text ประกอบเลยนั้นทำไม่ได้! เพราะอะไร? เพราะอัลกอริทึมของ Google ไม่สามารถอ่านตัวหนังสือที่อยู่บนรูปได้ ดังนั้นรูปภาพควรใช้เพื่อประกอบเนื้อหาเท่านั้น ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ควรใส่เป็น Text
แต่หากอยาก ดีไซน์หน้าเว็บ ให้เน้นรูปภาพเป็นหลักจริง ๆ ก็ควรใช้ ALT Tag ซึ่งเป็นการเขียนคำอธิบายให้กับรูป และยังแทรกคีย์เวิร์ดลงไปได้ด้วย เพราะ Google จะอ่าน ALT Tag เสมือนเป็น Text นั่นเอง
ใช้ Pop-Ups แบบน่ารำคาญ!
นอกจากจะพิจารณาเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์เพื่อประเมินผล SEO แล้ว Google ยังดู “ประสบการณ์” ของผู้เข้าชมด้วยว่า คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาอยู่ในเว็บนานแค่ไหน หรือเข้ามาแล้วออกไปทันที ถ้ามีคนเข้ามาแล้วกดออกทันทีเป็นจำนวนมาก อันดับ SEO ของเราก็จะร่วงลงทันที
หนึ่งในสาเหตุหลักคือ เจ้าของเว็บตั้งค่าให้ Pop-Ups เด้งขึ้นมาบ่อย หรือเยอะจนดูน่ารำคาญ ต่อให้เนื้อหาใน Pop-Ups จะมีประโยชน์กับผู้ชมก็ตาม อย่าลืมว่าคนที่เข้ามาหาเรา เขาต้องการคำตอบ หรืออยากอ่านเรื่องที่สนใจในทันที แต่ถ้าเข้ามาแล้วเจอ Pop-Ups เด้งขึ้นมาไม่หยุด….ก็คงเลือกกดออกดีกว่า เพราะมันน่ารำคาญเกินไป ดังนั้น หากจะใช้การแจ้งเตือนแบบ Pop-Ups ต้องออกแบบให้ดี สวยงาม และน่าสนใจพอที่ผู้ชมจะไม่รู้สึกหงุดหงิดเวลาที่มันเด้งขึ้นมา
ระบบ Navigation ดูงงไปหมด!
ระบบ Navigation ในเว็บไซต์ก็คือ การจัดหมวดหมู่ หรือการนำทางภายในเว็บ ที่บอกผู้เข้าชมว่าจะหาสิ่งที่ต้องการได้จากตรงไหน เช่น การจัดหมวดหมู่บน top menu ให้เห็นชัดเจน หรือการมีช่อง search box เป็นต้น เมื่อจัดการส่วนเหล่านี้ให้ดี ผู้ชมก็จะค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้ง่าย ไม่สับสน
รูปมีขนาดใหญ่เกินไป!
ยิ่งรูปมีขนาดไฟล์ใหญ่ ความละเอียดและความคมชัดก็ยิ่งสูงตามไปด้วย เจ้าของเว็บบางคนจึงอยากให้หน้าเว็บมีรูปสวย ๆ ชัด ๆ เลยอัปโหลดรูปขนาด 20-30 MB เข้าไปทีละหลาย ๆ รูป เพราะกลัวว่ารูปจะแตกแล้วหน้าเว็บจะดูไม่สวย…
ผลลัพธ์เป็นอย่างไร? หน้าเว็บจะโหลดช้ามาก และกระทบอันดับ SEO โดยตรงในแง่ของ Page Performance เพราะสร้างความไม่สะดวกในการเข้าชม ที่สำคัญผู้ชมส่วนใหญ่มักจะอดทนรอรูปโหลดได้แค่ 2 วินาที เท่านั้น! นานกว่านั้นก็โดนกดปิดแล้วไปเข้าเว็บอื่นแน่นอน
ใช้อะไรที่ล้าสมัย!
ย้อนกลับไปสัก 10-15 ปีก่อน เว็บไซต์ส่วนใหญ่นิยมใช้ Flash ในการสร้างภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ ซึ่งในตอนนั้นดูสวยงามน่าตื่นตา แต่ถ้าวันนี้ใครยังใช้ Flash บนเว็บไซต์อยู่ ก็คงถูกมองว่าเป็นเว็บที่ล้าสมัย ตามเทคโนโลยีไม่ทัน และโดนผู้ชมกดปิดอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับการออกแบบหน้าเว็บที่ดูเก่าไม่ทันยุคด้วย
เปิดในมือถือลำบาก!
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ Google ใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดอันดับ SEO ก็คือ “เว็บไซต์นั้นเปิดดูบนมือถือ (Responsive Website) ได้สะดวกหรือไม่” หากผู้ชมกดเข้ามาแล้วออกไปทันที Google จะไม่ให้คะแนนในส่วนนี้เลย เพราะค่า Bounce Rate ที่สูงแสดงว่าเว็บไซต์ไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้ ดังนั้น เว็บไหนที่ยังไม่ปรับให้เป็น Responsive รับรองได้ว่าอันดับร่วงแน่นอน
สำหรับคนที่มีเว็บไซต์อยู่แล้ว คุณคิดว่าเว็บไซต์ที่มีอยู่ตอนนี้ ทำหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มที่แล้วหรือยัง? มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณบ้างไหม? ธุรกิจจำนวนมากเลือกโปรโมทเว็บไซต์ของตัวเองผ่านการยิงโฆษณาบน Facebook เพื่อสร้างตัวตนให้คนรู้จักธุรกิจบน Social media มากขึ้น แล้วดึง Traffic เข้ามาที่เว็บไซต์ หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือการทำโฆษณา Google Ads เพื่อให้เว็บไซต์ไปแสดงอยู่บนหน้าแรกของ Google เมื่อลูกค้าเสิร์ชก็จะเจอเว็บไซต์ของเราได้ทันที
เทคนิคการตลาดที่กล่าวมาข้างต้นล้วนต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น คงจะดีไม่น้อยถ้าเราทำการตลาดออนไลน์ได้แบบไม่ต้องเสียเงิน และถ้าทำได้สำเร็จ ก็จะช่วยให้เราได้ลูกค้าอย่างต่อเนื่องในระยะยาวอีกด้วย เทคนิคที่ SiteDee จะพูดถึงในบทความนี้ก็คือ การทำ SEO นั่นเอง
SEO คือ อะไร?
Search Engine Optimize หรือเรียกสั้น ๆ ว่า SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพ และพร้อมสำหรับการติดอันดับบน Google ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งเรื่องการออกแบบ และเนื้อหาบนเว็บไซต์ เมื่อเว็บไซต์ติดอันดับบน Google ได้ ก็จะมีคนเข้ามาชมมากขึ้น กลายเป็นร้านค้าอันดับต้น ๆ ที่ลูกค้าเลือกซื้อ และช่วยให้ยอดขายของธุรกิจคุณเติบโตขึ้น
คนส่วนใหญ่เลือกคลิกเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
จากผลสำรวจของเว็บไซต์ Highervisibility พบว่า ผู้ค้นหาเลือกคลิกเว็บไซต์ที่อยู่ในหน้าแรกสูงถึง 95% โดยคลิกเว็บที่อยู่อันดับหนึ่งถึง 32% อันดับสอง 16% และอันดับสาม 10% ลดหลั่นกันลงมา ส่วนเว็บไซต์ที่อยู่หน้า 2 มีคนคลิกเฉลี่ยเพียง 1% ดังนั้นถ้าคิดจะทำ SEO เป้าหมายต้องเป็นหน้าแรกของ Google เท่านั้น! ใครไม่ทำถือว่าพลาด!
แต่ก่อนจะลงมือทำ SEO เราต้องรู้ให้ได้ก่อนว่า Keyword ไหนเหมาะกับเว็บไซต์ของเรามากที่สุด
ผู้ค้นหาราว 70-80% เลือกคลิกเว็บไซต์ที่ติดอันดับตามธรรมชาติ มากกว่าเว็บไซต์ที่เป็นโฆษณา
Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา
สิ่งสำคัญที่สุดก่อนเริ่มทำ SEO คือ การเลือก Keyword ที่ใช่ให้กับเว็บไซต์ของเรา เพราะถ้าเริ่มต้นด้วย Keyword ที่ผิด ไม่ตรงกับสิ่งที่คนค้นหา ก็ยากที่เว็บไซต์ของคุณจะมีคนเข้าชม และติดอันดับบน Google ได้
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา ไปดูกันเลย!
1. Keyword ต้องเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ หรือธุรกิจ
คุณอาจนำประเภทสินค้า ปัญหาของลูกค้า หรือบริการที่ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้า มาใช้เป็น Keyword ได้ ตัวอย่างเช่น
สินค้า “เสื้อกันหนาว” นอกจากคำกว้าง ๆ แล้ว คุณยังเติมคำขยายเข้าไปเพื่อให้ Keyword เจาะจงมากขึ้นได้ เช่น เสื้อกันหนาวไหมพรม, เสื้อกันหนาวเกาหลี หรือเสื้อกันหนาวพร้อมส่ง
การเลือกใช้ Keyword ที่เจาะจง จะช่วยเพิ่มโอกาสเปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซต์ ให้กลายมาเป็นลูกค้าได้มากขึ้น
2. Keyword ที่ดี ต้องมีคนใช้ค้นหา
Keyword ที่ดี บางครั้งก็ไม่ใช่คำหรือประโยคที่สะกดถูกต้องเสมอไป แต่เป็นคำที่คนส่วนใหญ่นิยมพิมพ์ค้นหากันจริง ๆ
สมมติว่าเราต้องการทำ SEO ให้ธุรกิจ คอร์สเรียนกราฟิก
เราจะเลือกใช้ Keyword คำว่า “เรียนกราฟฟิก” เหตุผลที่ไม่ใช้คำว่า กราฟิก(ซึ่งเป็นคำที่สะกดถูก) ก็เพราะคนที่พิมพ์คำว่า เรียนกราฟฟิก เพื่อค้นหานั้นมีจำนวนมากกว่าคำว่า กราฟิก นั่นเอง
3. มีปริมาณการค้นหา
ต่อเนื่องจากข้อ 2 นอกจาก Keyword ต้องมีคนใช้ค้นหาแล้ว ยังต้องมีปริมาณการค้นหามากพอในระดับหนึ่งด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย ทั้งประเภทของธุรกิจ และความเฉพาะเจาะจงของสินค้า เพราะเว็บไซต์ธุรกิจแต่ละประเภทมีจำนวนการค้นหาไม่เท่ากัน
กลับมาที่เรื่องคอร์สสอนกราฟิกอีกครั้ง เรารู้ได้อย่างไรว่า Keyword “เรียนกราฟฟิก” มีคนเสิร์ชมากกว่า “เรียนกราฟิก”
SiteDee มีวิธีเช็กปริมาณการค้นหามาแนะนำ 3 วิธี
- เช็กด้วยเครื่องมือ Keyword Planner ของ Google Ads
- เช็กด้วยเครื่องมือ SEO แบบเสียค่าบริการ อย่าง Mangools
- เช็กด้วยเครื่องมือฟรีจาก Google ที่ใช้งานง่ายมาก อย่าง Google Trend
4. เป็น Keyword ประเภท High Commercial Intent
Keyword แบบ High Commercial Intent จัดเป็น Keyword ที่ช่วยสร้างรายได้ให้ธุรกิจของเราได้ดีมาก เพราะเป็นคำที่ผู้ค้นหาระบุความต้องการของตัวเองลงไปในคำค้นหาด้วย ตัวอย่างเช่น
- บ้านพัก ชะอำ ติดทะเล ไม่เกิน 2000
- พรีออเดอร์ ลิปสติก A สี BR420
- พรีออเดอร์ เกม PPP แผ่นญี่ปุ่น
- จองที่นั่ง ร้าน GGG ราคา
เมื่อได้ Keyword ที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเราแล้ว ทีนี้มาดูกันต่อว่า ควรปรับแต่งเว็บไซต์อย่างไรเพื่อให้ได้คะแนน SEO ดี ๆ จาก Google!
วิธีการทำ SEO
การทำ SEO คือ การดันเว็บไซต์ให้ขึ้นไปติดอันดับบน Google ผ่านการปรับแต่งเว็บไซต์ ทั้งในด้านโครงสร้าง เนื้อหาบนเว็บไซต์ โค้ดหลังบ้าน รวมไปถึงปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อเว็บไซต์ และอยู่ในเกณฑ์การให้คะแนนของ Google

จากภาพกราฟิกด้านบน (ที่มองไปมองมาคล้ายตารางธาตุสมัยเรียนมัธยม) คุณจะเห็นคำศัพท์มากมายพร้อมตัวเลขบวกลบกำกับอยู่ นั่นคือตัวอย่างวิธีคิดคะแนน SEO ของ Google นั่นเอง
ซึ่งจะช่วยให้เรารู้ว่า ควรปรับแต่งเว็บไซต์ในจุดไหนบ้างเพื่อให้ได้คะแนนดี ๆ และไต่อันดับบน Google ขึ้นไปได้
การทำ SEO นั้นจะถูกแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

SEO On-Page
หรือการปรับแต่งภายในเว็บไซต์ ซึ่งเป็นส่วนที่เราควบคุมได้ด้วยตัวเอง โดยการทำ SEO On-Page จะแบ่งวิธีการ และการคิดคะแนนออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1.1 Content หรือเนื้อหาบนเว็บไซต์
• Quality คุณภาพของเนื้อหา +3 คะแนน
เนื้อหาบนเว็บไซต์ควรอ่านง่าย มีความยาว หรือจำนวนคำมากพอสมควร และไม่ยัดแต่ Keyword
ถ้าเป็นบทความ การมี Link อ้างอิงไปยังเว็บไซต์ที่มีคุณภาพเช่นเดียวกัน ก็จะช่วยให้คะแนนของเว็บไซต์คุณดีขึ้นตามไปด้วย
• Research เนื้อหาเว็บไซต์มี Keyword ที่ตรงกับคำค้นหา +3 คะแนน
Keyword ที่ดีต้องมีคนใช้ค้นหา ถ้า Keyword ที่คุณเลือกไม่มีใครเสิร์ชเลย การทำ SEO ของคุณก็จะไม่มีความหมาย
• Words เนื้อหาเว็บไซต์มีประโยคที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหา +2 คะแนน
ไม่ใช่แค่ Keyword เท่านั้น แต่ประโยค และเนื้อหาภายในเว็บไซต์ก็ต้องเกี่ยวข้องกับคำค้นหาด้วยเช่นกัน
• Fresh เนื้อหาบนเว็บไซต์มีความสดใหม่ +2 คะแนน
เนื้อหาที่ดีควรเขียนขึ้นมาเอง อาจศึกษาข้อมูลจากหลาย ๆ เว็บไซต์ แล้วนำมาเรียบเรียงใหม่ในสไตล์ของเรา ไม่ควรคัดลอก เพราะ Google รู้!
• Vertical มีภาพประกอบ หรือวิดีโอในเว็บไซต์ +2 คะแนน
นอกจากภาพประกอบ และวิดีโอจะช่วยเก็บคะแนนจาก Google ได้แล้ว เรายังใส่คำอธิบาย พร้อมสอดแทรก Keyword ลงไปในรูปภาพได้อีกด้วย ซึ่งถือเป็นอีกเทคนิคหนึ่งของการทำ SEO
• Answers เนื้อหาของคุณมีคำตอบที่คนเสิร์ชต้องการ +2 คะแนน
ถ้าบทความบนเว็บไซต์ของคุณ มีคำตอบที่ผู้ค้นหากำลังมองหา มีข้อมูลเชิงลึกที่เชื่อถือได้ อธิบายชัดเจน และใช้เทคนิค SEO ที่หลากหลายภายในบทความนั้น ตัวอย่างเช่น
• บทความมีจำนวนคำไม่ต่ำกว่า 500 คำ
• มีการตั้งค่า Rich Snippet
• มีการตั้งค่า Title & Description
• มีการกำหนด Headline
• มีการใส่ Alt tags ให้รูปภาพ
• มีการทำ Internal Link
เว็บไซต์ของคุณก็จะได้คะแนนในข้อนี้ไป
ข้อดี!
บทความลักษณะนี้มีโอกาสที่ Google จะหยิบไปแสดงใน Position Zero ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่เหนืออันดับ 1 อีกที ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือ และทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่มองเห็นมากขึ้น• Thin เนื้อหาในเว็บไซต์น้อยเกินไป -2 คะแนน
Google ให้ความสำคัญกับคุณภาพของเนื้อหาบนเว็บไซต์เป็นอันดับแรก จนมีคำกล่าวว่า Content is king หากเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาน้อย หรือบางเกินไป ก็อาจโดนหักคะแนนในส่วนนี้ได้
“การทำ SEO ไม่ได้มีแต่วิธีเพิ่มคะแนนเท่านั้น หากทำผิดวิธี เว็บไซต์ของคุณก็อาจถูกหักคะแนนได้เช่นกัน”
1.2 Architecture หรือโครงสร้างเว็บไซต์
• Crawl โครงสร้างเว็บไซต์ออกแบบให้ง่ายต่อการค้นหา +3 คะแนน
การจัดหมวดหมู่ และเมนูบนเว็บไซต์ให้เป็นระเบียบ จะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ได้สะดวกขึ้น
• Mobile ใช้งานได้ดีบนโทรศัพท์มือถือ/สมาร์ทโฟน +3 คะแนน
Google ใส่ใจกับประสบการณ์ของผู้ใช้งานเว็บไซต์ ไม่ว่าคนจะเปิดเว็บของคุณจากอุปกรณ์ใดก็ต้องใช้งานได้สะดวก และเข้าชมได้ง่าย หากเว็บไซต์ของคุณเป็นแบบ Responsive ก็รับคะแนนข้อนี้ไปได้เลย
• Duplicate ในเว็บไซต์ไม่มีเนื้อหาที่ซ้ำกัน +2 คะแนน
เนื้อหาที่ดีในแต่ละหน้าเพจไม่ควรซ้ำกัน แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกันจริง ๆ ก็สามารถปรับถ้อยคำให้ต่างกันออกไป ซึ่งจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง
• Speed ความเร็วในการโหลดเข้าเว็บไซต์ +2 คะแนน
SiteDee ให้ความสำคัญกับข้อนี้ค่อนข้างมาก เพราะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผู้ชมตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อในเว็บไซต์ หรือกดออกไป
เว็บไซต์ที่โหลดเร็ว จะมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับผู้ชม แต่ถ้าเว็บไซต์ของคุณโหลดช้ามาก ๆ ต้องรอนานกว่ารูปจะแสดง สร้างความหงุดหงิดระหว่างเข้าชม ใครเจอแบบนี้ก็คงกดออกทันทีเหมือนกัน
• URLs มี Keyword ที่ตรงกับหัวข้อ และเนื้อหาเว็บไซต์ +1 คะแนน
ถ้าเราตั้ง URL โดยใส่ Keyword สำหรับทำ SEO ลงไปด้วย ก็จะช่วยให้การทำ SEO ของเราง่ายขึ้น
แต่การตั้ง URL ที่ใส่ Keyword เป็นภาษาไทย จะทำให้ลิงก์ URL ยาวมาก เวลา Copy ส่งต่อให้คนอื่น บางครั้งท้าย URL อาจโดนตัดหายไป การแปะลิงก์ หรือโพสต์บนสื่ออื่น ๆ ก็อาจดูไม่สวยงามนัก
ในจุดนี้ SiteDee อยากให้พิจารณาตามความเหมาะสมว่าจะเน้นเรื่อง SEO หรือเน้นความสวยงามมากกว่ากัน
• เว็บไซต์ใช้ HTTPS หรือ ระบบรักษาความปลอดภัย SSL +1 คะแนน
อีกเรื่องที่ Google ให้ความสำคัญคือ ความปลอดภัยของผู้ใช้งาน และเจ้าของเว็บไซต์ HTTPS หรือ ระบบ SSL คือ ระบบป้องกันการขโมยข้อมูลจากผู้ไม่หวังดี หรือ Hacker และถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็น E-Commerce ที่มีการชำระเงินบนเว็บ SSL คือสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย
• Cloaking การซ่อน Keyword ในเว็บไซต์ -3 คะแนน
บ่อยครั้งที่คนทำเว็บไซต์พยายามยัด Keyword เข้าไปเยอะ ๆ โดยหวังว่าจะช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับ Google เร็วขึ้น
การซ่อน Keyword หมายถึงการพิมพ์ Keyword ลงในเว็บไซต์เป็นจำนวนมาก แต่! ซ่อนไว้ด้วยการใช้สีตัวอักษรที่กลืนไปกับพื้นหลัง ทำให้บางครั้งเรามองไม่เห็นว่า เว็บนั้นแอบซ่อน Keyword เอาไว้
แบบนี้! (ลองใช้เมาส์ลากคลุมดูได้)
> เรียนกราฟฟิก, สอนกราฟฟิก, รับสอนกราฟฟิก, คอร์สเรียนกราฟฟิก, เรียนกราฟฟิก ราคา, โรงเรียนสอนกราฟฟิก
(ห้ามทำ!) <
1.3 HTML หรือการเขียนโค้ดหลังบ้าน
• ใส่ Title Tag +3 คะแนน
คือการกำหนดหัวข้อของหน้าเพจ เพื่อให้ Google รู้ว่า หน้าเพจนี้มีหัวข้อว่าอะไร และเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องใด
การเขียน Title ควรมี Keyword อยู่ด้วย แต่อย่าใส่มากเกินไป เขียนให้น่าสนใจชวนให้คนอยากคลิก เพราะ Title จะถูกนำไปแสดงบนหน้าผลการค้นหาของ Google
• ใส่ Meta Description +2 คะแนน
มีไว้สำหรับใส่คำอธิบายรายละเอียดของหน้าเพจนั้น ๆ เพื่อให้ผู้ค้นหารู้ว่า เว็บไซต์นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร โดยข้อความใน Description จะไม่แสดงบนหน้าเว็บไซต์ แต่จะไปแสดงบนหน้าผลการค้นหาเช่นเดียวกับ Title
Description เป็นอีกส่วนที่เราสามารถใส่ Keyword ลงไปได้ ควรวางไว้ช่วงต้น หรือกลางของ Description และไม่ควรใส่เยอะจนเกินไป เมื่อมีคนค้นหาด้วย Keyword ที่ตรงกับของเรา keyword ใน Description ก็จะแสดงเป็นสีแดง
• Site Structure หรือ Site map +2 คะแนน
คือแผนผังโครงสร้างเว็บไซต์ที่คอยบอก Google ว่า หน้าไหนเป็นหน้าสำคัญ และอยู่ตรงส่วนไหนของเว็บไซต์
• Header การกำหนดหัวข้อ +1 คะแนน
โดยปกติเวลาเขียนบทความ เรามักตั้งหัวข้อหลัก หัวข้อรอง และหัวข้อย่อยอื่น ๆ ตามลำดับความสำคัญ สำหรับการทำ SEO ถ้าเราใส่ Tag เพื่อบอก Google ด้วยว่า อันไหนคือหัวข้อหลัก รอง หรือย่อย ก็จะช่วยให้คะแนนอันดับของเว็บไซต์ดีขึ้น
Tag จะแบ่งตามลำดับความสำคัญ ตั้งแต่ h1 = หัวข้อหลัก, h2 = หัวข้อรอง, h3 = หัวข้อย่อย ไปจนถึง h6 ตามที่เราต้องการแบ่ง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ h1 ควรมีเพียง หัวข้อเดียวเท่านั้น
เวลาตั้งชื่อหัวข้อแต่ละส่วน ถ้าสอดแทรก Keyword เข้าไปด้วย ก็จะช่วยให้คะแนน SEO ของคุณดีขึ้นอีก
• Stuffing หรือการใส่ Keyword แบบไม่มีเหตุผล -2 คะแนน
Stuffing คือการเอา Keyword ไปแปะไว้ทุกหน้าของเว็บไซต์โดยไม่มีความหมายอะไร ไม่มีเนื้อหา ไม่มีประโยค มีแต่รายการ Keyword ล้วน ๆ แบบนี้
เรียนกราฟฟิก, สอนกราฟฟิก, รับสอนกราฟฟิก, คอร์สเรียนกราฟฟิก, เรียนกราฟฟิก ราคา, โรงเรียนสอนกราฟฟิก, โรงเรียนสอนกราฟฟิกพญาไท, เรียนกราฟฟิกที่บ้าน, รับสอนกราฟฟิกที่บ้าน, เรียน Graphic Design, รับสอน Graphic Design
(ห้ามทำ!)

SEO Off-Page
หรือการทำ SEO นอกเว็บไซต์ ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ลิงก์ที่ส่งมาจากเว็บอื่น ผู้ที่เข้ามาใช้งาน และ Social media โดย Google แบ่งเกณฑ์การให้คะแนนตามรายการด้านล่างนี้
2.1 ความน่าเชื่อถือ (Trust)
• Authority ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ +3 คะแนน
ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีบทความที่น่าเชื่อถือ ได้รับ Backlink หรือถูกอ้างอิงจากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่น่าเชื่อถือเช่นกัน ก็จะส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณได้คะแนน SEO ที่ดี
• Engagement มีคนเข้ามามีส่วนร่วมกับเว็บไซต์ +2 คะแนน
การเขียนบทความบนเว็บไซต์ให้มีคุณภาพ มีประโยชน์ และน่าสนใจ อาจทำให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ เช่น แชร์ไปยัง Social media หรือคอมเมนต์ใต้บทความ ทำให้ Google มองว่าเว็บไซต์ของเรามีความน่าสนใจ อันดับของเว็บไซต์ก็จะดีขึ้นตาม
• History อายุการใช้งานของเว็บไซต์ +1 คะแนน
ยิ่งเก่า ยิ่งเก๋า หากชื่อ Domain ที่คุณใช้อยู่ตอนนี้มีอายุการใช้งานมากพอ ก็จะช่วยให้ทำ SEO ได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับ Domain ที่เพิ่งจดใหม่ ๆ
• Piracy เนื้อหาเว็บไซต์คัดลอกมาจากที่อื่น -1 คะแนน
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า Google ให้ความสำคัญกับเนื้อหาบนเว็บไซต์มากที่สุด แต่ถ้าเว็บไซต์ของคุณคัดลอกเนื้อหามาจากเว็บอื่น ก็เตรียมรับบทลงโทษจาก Google ได้เลย
• Ads กระหน่ำ Banner, Pop-up โฆษณา -1 คะแนน
ถ้าเว็บไซต์ของคุณเต็มไปด้วย Banner และ Pop-up โฆษณา จนผู้เข้าชมได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี Google ก็พร้อมแจก -1 คะแนนให้เว็บไซต์ของคุณ
2.2 Links
• Quality Backlink ที่เข้ามาในเว็บไซต์ มีคุณภาพ +3 คะแนน
เมื่อเว็บไซต์ของคุณถูกนำไปอ้างอิงบนเว็บไซต์อื่นที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และหน้าที่อ้างอิงนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณ Google ก็จะมองว่าเว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพจริง
• Text ลิงก์ในข้อความ หรือ Keyword +2 คะแนน
ถ้าเว็บไซต์ที่ทำ Backlink มาหาเรา แทรกลิงก์ไว้ในประโยคหรือใน Keyword ก็จะช่วยให้ Traffic ที่เราได้รับมีคะแนนสูงขึ้น
• Numbers จำนวน Backlink ที่เข้ามาในเว็บไซต์ +1 คะแนน
หากเว็บไซต์ของคุณมี Backlink ชี้กลับมาเป็นจำนวนมาก ก็จะช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google ได้ดี และเร็วขึ้น
• Paid Backlink ที่มาจากการซื้อ -3 คะแนน
ถ้า Google ตรวจพบว่า Backlink ของคุณได้มาจากการซื้อเพื่อปั่นอันดับ อันดับเว็บของคุณก็มีสิทธิ์หล่นไปอยู่หน้าอื่นได้เช่นกัน
• Spam สร้าง Backlink เพื่อปั่นอันดับ -3 คะแนน
ถ้าคุณพยายามสร้าง Backlink จาก Blog กระทู้ หรือเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ไม่มีคุณภาพ หรือใช้โปรแกรมปั๊ม Backlink จำนวนมากเข้ามาที่เว็บไซต์ เมื่อ Google ตรวจพบ เว็บไซต์อาจถูกลงโทษจนอันดับตกไปอยู่หน้าอื่น หรือร้ายแรงที่สุดคือเว็บไซต์ของคุณอาจถูกแบนจาก Google และค้นหาไม่เจอบน Google อีกเลย
2.3 Personal
• Country การทำเนื้อหาให้ตอบโจทย์คนเสิร์ชแต่ละประเทศ +3 คะแนน
ต้องเข้าใจก่อนว่า แม้เว็บไซต์ของเราจะอยู่บน Internet ที่เข้าถึงได้จากทั่วโลก แต่พฤติกรรมการค้นหา หรือคำค้นของคนในแต่ละประเทศนั้นไม่เหมือนกัน
ถ้ากลุ่มเป้าหมายของเราคือคนในประเทศ เพียงทำเว็บไซต์ให้ตอบโจทย์คนไทย คุณก็เก็บคะแนนส่วนนี้ไปได้ง่าย ๆ
• Locality การทำเนื้อหาให้ตอบโจทย์คนในพื้นที่ +3 คะแนน
Google ไม่ได้ต้องการแค่เนื้อหาที่ตอบโจทย์คนในประเทศเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับคนในพื้นที่ด้วย
วิธีเก็บคะแนนในข้อนี้ สิ่งที่คุณต้องทำก็คือสมัคร Google My Business เพื่อให้คนในพื้นที่ค้นหาธุรกิจของคุณเจอได้ง่ายขึ้น
• History การทำให้คนเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณเป็นประจำ +2 คะแนน
ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาที่ดึงดูด มีการอัปเดตบทความ และข่าวสารใหม่ ๆ จนมีคนติดตาม และแวะเข้ามาอ่านอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google ได้ง่ายขึ้น
2.4 Social
• Reputation เนื้อหาถูกแชร์บน Social media +2 คะแนน
เมื่อเนื้อหา หรือบทความบนเว็บไซต์ของเรา ถูกแชร์ออกไปยัง Social media ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Linked in หรือช่องทางอื่น ๆ ก็จะทำให้เว็บไซต์ของเรามี Traffic ที่ดี
• Shares จำนวนการแชร์บน Social media +1 คะแนน
ต่อเนื่องจากข้อด้านบน เมื่อเนื้อหา หรือเว็บไซต์ของเราถูกแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก อันดับของเว็บไซต์ก็จะดีขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง





